![]() |
| ภาพจาก www.maerakluke.com/topics/4242 |
ดนตรี กับพัฒนาการของทารกในครรภ์
เชื่อหรือไม่ครับ ว่าดนตรีสามารถทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีขึ้น
?
หลายท่านเชื่อ หลายท่านไม่เชื่อ
และอีหลายท่านยังอยู่ตรงกลาง
หนึ่งในนั้นก็คือผมนี่ล่ะครับที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เนื่องจากยังไม่มีงานวิจัยที่ชี้ชัดว่าดนตรีหรือเพลงช่วยให้พัฒนาการทารกที่อยู่ในครรภ์ดีขึ้น
ฉลาดขึ้นได้ แต่ก็มีผู้ที่ทดลองโดยใช้เพลงคลาสสิค เปิดให้แม่ที่กำลังตั้งครรภ์ฟัง
โดยใช้เพลงของ โมซาร์ท (Wolfgang
Amadeus Mozart) เป็นหลัก และมีศิลปินท่านอื่นด้วย
เลือกเพลงที่มีท่วงทำนอง จังหวะที่ฟังสบาย ๆ เมือทารกคลอดออกมา
ผลปรากฏว่าทารกมีอารมณ์ดี ยิ้มง่าย ไม่ร้องไห้งอแงมากนัก
แต่นี่ก็ยังไม่ใช่ข้อพิสูจน์ ว่าจะเป็นจริงเสมอไป สำหรับผมแล้วคิดว่าพ่อแม่ทุกคนก็อยากให้ลูกเกิดมาเก่ง
ฉลาด อารมณ์ดี กันทุกคนใช่ไหมครับ และดนตรีหรือการฟังเพลงก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร
จริงไหมครับ
การพัฒนาลูกน้อยตั้งแต่อยู่ในครรภ์
รองศาสตราจารย์นายแพทย์วิทยา ถิฐาพันธ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
กล่าถึงการกระตุ้นลูกน้อยให้สมองดี ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาว่า ระบบประสาทการรับฟังของลูกน้อยในครรภ์จะเริ่มทำงานตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 5 เดือน
การใช้เสียงกระตุ้นจะทำให้เครือข่ายใยประสาทที่ทำงานเกี่ยวกับการได้ยินของลูกมีพัฒนาการดีขึ้น เสียงที่ดีที่ควรใช้ในการกระตุ้นก็คือ เสียงเพลง โดยเฉพาะเพลงที่มีความไพเราะและคุณแม่ชอบฟัง ไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงคลาสสิค
เวลาคุณแม่ฟังเพลง ควรจะเปิดเสียงเพลงให้อยู่ห่างจากหน้าท้องประมาณ 1 ฟุต และเปิดเสียงดังพอประมาณเพื่อลูกในครรภ์จะได้ฟังเสียงเพลงไปด้วย
การที่ลูกในครรภ์ได้รับฟังเสียงเพลงคลื่นเสียงจะไปกระตุ้นให้ระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการได้ยินมีการพัฒนาระบบการทำงานได้เร็วขึ้น
ทำให้เมื่อลูกคลอดออกมา มีความสามารถในการจัดลำดับความคิดในสมอง รู้สึกผ่อนคลาย
และจดจำสิ่งต่างๆได้ดี
![]() |
| Photo by Negative Space from Pexels |
จากผลการวิจัยของนักวิจัย Dr. Leon Thurman ชาวสหรัฐอเมริกา
ซึ่งได้ให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ได้ฟังเพลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อคลอดทารกออกมา
ทารกจะมีพัฒนาการด้านร่างกายและไอคิวสูงกว่าทารกที่ไม่ได้ฟังเพลง แต่การวิจัยของ Dr.
Leon Thurman นี้ไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นเพลงคลาสสิคเท่านั้น
และยังมีผลการวิจัยของ Dr. Thomas R. Verny ซึ่งเป็นจิตแพทย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ประเทศสหรัฐอเมริกา
และยังเป็นประธานสมาคมเกี่ยวกับการเสริมสร้างพัฒนาการเด็กในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย
ท่านได้ทดลองให้คุณแม่ได้ร้องเพลงกล่อมเด็กขณะที่ยังตั้งครรภ์อยู่ทุกๆ วัน
เมื่อคลอดออกมาหากร้องไห้หรืองอแง แต่เมื่อทารกได้ยินเสียงเพลงกล่อมเด็กของแม่ที่แม่เคยร้องให้ฟังตั้งแต่สมัยตั้งครรภ์
ทารกจะนิ่งสงบลงและสนใจในเสียงเพลงกล่อมเด็กอย่างน่าอัศจรรย์
![]() |
| Photo by Anton Hooijdonk from Pexels |
1) การใช้เสียงของมารดาซึ่งเป็นอีกเสียงที่เป็นสิ่งแวดล้อมที่โดดเด่นสาหรับทารกในครรภ์
โดยให้มารดาพูดคุยกับทารกในครรภ์ และเล่านิทานให้ทารกในครรภ์ฟัง จะทาให้ทารกในครรภ์เคยชินกับเสียงของมารดาและเกิดความผูกพันกับมารดาและส่งเสริมให้ทารกในครรภ์สามารถพัฒนาสมองส่วนการได้ยินเป็นลาดับขั้นเพื่อเตรียมความพร้อมและความสามารถนาไปใช้งานได้เมื่อออกมาเผชิญกับสิ่งแวดล้อมภายนอก
2) การใช้เสียงดนตรีแก่ทารกในครรภ์ในช่วงตั้งครรภ์ 24 สัปดาห์ขึ้นไป
พบว่า เสียงดนตรีจะทาให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสติปัญญา
เสริมสร้างอารมณ์ที่แจ่มใสและเลี้ยงง่ายหลังคลอด ร่าเริงไม่ร้องกวนเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับเสียงดนตรี
และทารกมีพฤติกรรมสนใจต่อสิ่งรอบข้าง มีพัฒนาการด้านการได้ยินและมีการพัฒนาทางด้านภาษาและการออกเสียงเร็วกว่าปกติ
ช่วงเวลาหลังมื้ออาหารของมารดาเป็นช่วงเวลาที่เหมาะในการเสริมการได้ยิน เพราะเป็นช่วงที่ทารกรับรู้ได้ดีสุด
จากข้อมูลดังกล่าว ก็ทำให้ทราบว่าดนตรีและการฟังเพลงนั้น
มีส่วนช่วยให้พัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ดีขึ้น ไม่มากก็น้อย
คงไม่เสียหายครับที่จะลอง เพราะในชีวิตหนึ่ง บางคนอาจมีลูกได้แค่ครั้งเดียว



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น