วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ดนตรี กับพัฒนาการของทารกในครรภ์


ภาพจาก www.maerakluke.com/topics/4242

ดนตรี กับพัฒนาการของทารกในครรภ์


เชื่อหรือไม่ครับ ว่าดนตรีสามารถทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีขึ้น ?


          หลายท่านเชื่อ หลายท่านไม่เชื่อ และอีหลายท่านยังอยู่ตรงกลาง หนึ่งในนั้นก็คือผมนี่ล่ะครับที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เนื่องจากยังไม่มีงานวิจัยที่ชี้ชัดว่าดนตรีหรือเพลงช่วยให้พัฒนาการทารกที่อยู่ในครรภ์ดีขึ้น ฉลาดขึ้นได้ แต่ก็มีผู้ที่ทดลองโดยใช้เพลงคลาสสิค เปิดให้แม่ที่กำลังตั้งครรภ์ฟัง โดยใช้เพลงของ โมซาร์ท (Wolfgang Amadeus Mozart) เป็นหลัก และมีศิลปินท่านอื่นด้วย เลือกเพลงที่มีท่วงทำนอง จังหวะที่ฟังสบาย ๆ เมือทารกคลอดออกมา ผลปรากฏว่าทารกมีอารมณ์ดี ยิ้มง่าย ไม่ร้องไห้งอแงมากนัก แต่นี่ก็ยังไม่ใช่ข้อพิสูจน์ ว่าจะเป็นจริงเสมอไป สำหรับผมแล้วคิดว่าพ่อแม่ทุกคนก็อยากให้ลูกเกิดมาเก่ง ฉลาด อารมณ์ดี กันทุกคนใช่ไหมครับ และดนตรีหรือการฟังเพลงก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร จริงไหมครับ

 การพัฒนาลูกน้อยตั้งแต่อยู่ในครรภ์


รองศาสตราจารย์นายแพทย์วิทยา ถิฐาพันธ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าถึงการกระตุ้นลูกน้อยให้สมองดี ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาว่า ระบบประสาทการรับฟังของลูกน้อยในครรภ์จะเริ่มทำงานตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 5 เดือน การใช้เสียงกระตุ้นจะทำให้เครือข่ายใยประสาทที่ทำงานเกี่ยวกับการได้ยินของลูกมีพัฒนาการดีขึ้น เสียงที่ดีที่ควรใช้ในการกระตุ้นก็คือ เสียงเพลง  โดยเฉพาะเพลงที่มีความไพเราะและคุณแม่ชอบฟัง ไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงคลาสสิค เวลาคุณแม่ฟังเพลง ควรจะเปิดเสียงเพลงให้อยู่ห่างจากหน้าท้องประมาณ 1 ฟุต และเปิดเสียงดังพอประมาณเพื่อลูกในครรภ์จะได้ฟังเสียงเพลงไปด้วย การที่ลูกในครรภ์ได้รับฟังเสียงเพลงคลื่นเสียงจะไปกระตุ้นให้ระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการได้ยินมีการพัฒนาระบบการทำงานได้เร็วขึ้น ทำให้เมื่อลูกคลอดออกมา มีความสามารถในการจัดลำดับความคิดในสมอง รู้สึกผ่อนคลาย และจดจำสิ่งต่างๆได้ดี 
Photo by Negative Space from Pexels

จากผลการวิจัยของนักวิจัย Dr. Leon Thurman ชาวสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ได้ฟังเพลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อคลอดทารกออกมา ทารกจะมีพัฒนาการด้านร่างกายและไอคิวสูงกว่าทารกที่ไม่ได้ฟังเพลง แต่การวิจัยของ Dr. Leon Thurman นี้ไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นเพลงคลาสสิคเท่านั้น และยังมีผลการวิจัยของ Dr. Thomas R. Verny ซึ่งเป็นจิตแพทย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา และยังเป็นประธานสมาคมเกี่ยวกับการเสริมสร้างพัฒนาการเด็กในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย ท่านได้ทดลองให้คุณแม่ได้ร้องเพลงกล่อมเด็กขณะที่ยังตั้งครรภ์อยู่ทุกๆ วัน เมื่อคลอดออกมาหากร้องไห้หรืองอแง แต่เมื่อทารกได้ยินเสียงเพลงกล่อมเด็กของแม่ที่แม่เคยร้องให้ฟังตั้งแต่สมัยตั้งครรภ์ ทารกจะนิ่งสงบลงและสนใจในเสียงเพลงกล่อมเด็กอย่างน่าอัศจรรย์
Photo by Anton Hooijdonk from Pexels
         ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากงานวิจัยของ พิชฏา อังคะนาวิน เรื่อง การส่งเสริมสมองเพื่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ Promotion and development of the fetal brain ได้อธิบายไว้ว่า ด้านการได้ยิน (Auditory stimulation) ทารกในครรภ์จะเริ่มได้ยินเมื่ออายุ 20 สัปดาห์ขึ้นไป การใช้เสียงเพื่อกระตุ้นระบบประสาทการได้ยิน แบ่งได้ 2 ชนิด คือ
1) การใช้เสียงของมารดาซึ่งเป็นอีกเสียงที่เป็นสิ่งแวดล้อมที่โดดเด่นสาหรับทารกในครรภ์ โดยให้มารดาพูดคุยกับทารกในครรภ์ และเล่านิทานให้ทารกในครรภ์ฟัง จะทาให้ทารกในครรภ์เคยชินกับเสียงของมารดาและเกิดความผูกพันกับมารดาและส่งเสริมให้ทารกในครรภ์สามารถพัฒนาสมองส่วนการได้ยินเป็นลาดับขั้นเพื่อเตรียมความพร้อมและความสามารถนาไปใช้งานได้เมื่อออกมาเผชิญกับสิ่งแวดล้อมภายนอก
2) การใช้เสียงดนตรีแก่ทารกในครรภ์ในช่วงตั้งครรภ์ 24 สัปดาห์ขึ้นไป พบว่า เสียงดนตรีจะทาให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการที่ดีทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสติปัญญา เสริมสร้างอารมณ์ที่แจ่มใสและเลี้ยงง่ายหลังคลอด ร่าเริงไม่ร้องกวนเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับเสียงดนตรี และทารกมีพฤติกรรมสนใจต่อสิ่งรอบข้าง มีพัฒนาการด้านการได้ยินและมีการพัฒนาทางด้านภาษาและการออกเสียงเร็วกว่าปกติ ช่วงเวลาหลังมื้ออาหารของมารดาเป็นช่วงเวลาที่เหมาะในการเสริมการได้ยิน เพราะเป็นช่วงที่ทารกรับรู้ได้ดีสุด

จากข้อมูลดังกล่าว ก็ทำให้ทราบว่าดนตรีและการฟังเพลงนั้น มีส่วนช่วยให้พัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ดีขึ้น ไม่มากก็น้อย คงไม่เสียหายครับที่จะลอง เพราะในชีวิตหนึ่ง บางคนอาจมีลูกได้แค่ครั้งเดียว



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น